วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555



วจนพิธีกรรม
วันครูคำสอนไทย
(16 ธันวาคมของทุกปี)




บุญราศี ฟิลิป สีฟอง อ่อนพิทักษ์

องค์อุปถัมภ์ครูคำสอนไทย
บทนำ

          พี่น้องครูคำสอนที่รัก  โอกาสที่เรามาร่วมชุมนุมกันในวันนี้ เนื่องจากองค์สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ทรงแต่งตั้งบุญราศีทั้ง 7 แห่งประเทศไทยในวันแพร่ธรรมสากล วันที่  22 ตุลาคม  พ.ศ.2532/ ค.ศ. 1989  และกำหนดให้ทุกวันที่ 16 ธันวาคม  เป็นวันระลึกถึงบุญราศีแห่งบ้านสองคอน และพระศาสนจักรไทยถือเป็นวันครูคำสอนไทยอีกด้วย  เพราะเรามีครูคำสอนฟิลิป สีฟอง  อ่อนพิทักษ์  ท่านได้ให้ชีวิตและความตายของท่านเป็นพยานยืนยันถึงองค์พระคริสตเจ้า ชีวิตที่เป็นพยานของท่านไม่ได้ตายไป แต่กลับเป็นชีวิตที่งอกเงยในจิตใจของเราทุกคน  
            ในวันนี้  ขอท่านบุญราศีช่วยวิงวอนพระเป็นเจ้าให้พวกเรามีความกล้าหาญ  และมีความเชื่อเข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้น  มีความซื่อตรงต่อตนเองและอุดมคติ ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับพระวรสารอย่างแท้จริงในสังคมที่เราอยู่  โดยเฉพาะในฐานะครูคำสอน เพื่อเป็นประจักษ์พยานความรักของพระเยซูเจ้า  ผู้ยอมถ่อมองค์ลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์   และพลีพระองค์เพื่อเราทุกคน


บทเพลง   เจ็ดคน สองคอน

1.         มรณกรรม     มั่นในพระธรรม    เป็นวีรกรรม    นำผลพระพร
       วิญญาณหรรษา   กายาม้วยมรณ์ เจ็ดคนสองคอน    ยอมตาย
(รับ)  ยืนหยัดมั่นคงในองค์พระเจ้า            ทุกยามค่ำเช้าเต็มเปี่ยมความหวัง
            ประกาศพระนามไม่ยอมหยุดยั้ง    ด้วยพลังรักและศรัทธา
ลำบากเท่าไรจิตใจไม่หวั่น             ดวงจิตผูกพันพระศาสนา
ทั้งเจ็ดหญิงชายและเด็กหาญกล้า             มอบชีวาพลีเป็นพยาน ยืนยัน   
           พระองค์
2.         ท่านผู้มีบุญ        ได้โปรดเกื้อกูล    วอนขอพระคุณ   เกื้อหนุนทุกวัน
            ให้คริสตชน        ทุกคนยึดมั่น       แบบอย่างของท่าน   ทำตาม  (รับ)
ประธาน         เดชะพระนามพระบิดา    พระบุตร  และพระจิต
ทุกคน  อาแมน
ประธาน         ทักทาย………

ประธาน         ให้เราภาวนา

ข้าแต่พระเป็นเจ้า  พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างและความรอดของนานาชาติ  ได้ทรงเรียกชาวไทยให้เข้ามารับความเชื่อคาทอลิก เป็นประชากรที่ทรงเลือกสรร  พระองค์ได้โปรดให้บุญราศีฟิลิป  สีฟอง อักแนส พิลา      ลูซีอา คำบาง  และเพื่อนมรณสักขี   มีความเข้มแข็งที่จะยืนยันความเชื่ออย่างกล้าหาญ ขอท่านเหล่านี้เป็นแบบฉบับและช่วยอ้อนวอนพระองค์แทนข้าพเจ้าทั้งหลายให้สามารถยืนหยัดมั่นคงในการปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์  ตราบจนสิ้นชีวิตด้วยเถิด  ทั้งนี้ขอพึ่งพระบารมีพระเยซูคริสตเจ้า  พระบุตรผู้ทรงจำเริญและครองราชย์  เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวกับพระองค์ และพระจิตตลอดนิรันดร
ทุกคน  อาแมน
ผู้อ่าน   ประวัติบุญราศี ครูสีฟอง
ครูสีฟอง มีชื่อเต็มว่า ฟิลิป  สีฟอง  อ่อนพิทักษ์ เกิดวันที่  30 กันยายน  พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) ที่วัดนักบุญอันนา หนองแสง จังหวัดนครพนม   เป็นบุตรชายของนายอินตองและนางเพ็ง เมื่อเติบโตขึ้น สีฟองเข้าเรียนที่โรงเรียนหนองแสง  จบแล้วศึกษาต่อที่บ้านเณรเล็กพระหฤทัย บางช้าง      จ.สมุทรสงคราม  และได้ออกจากบ้านเณร  ได้สมัครเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมประจำจังหวัดนครพนม  เมื่อจบชั้นมัธยม  ทางมิสซังต้องการครู   ครูสีฟองจึงออกจากโรงเรียนมาเป็นครูที่วัดสองคอน ลงเรือล่องไปตามน้ำโขงเป็นการเดินทางที่สะดวกที่สุดในสมัยนั้น  ท่านมาถึงสองคอนประมาณปี  พ.ศ. 2469  (ค.ศ. 1926) นอกจากจะสอนเรียนแล้ว  ท่านยังสอนให้ชาวบ้านรู้จักตัดเย็บเสื้อผ้า  ช่วยดูแลวัด  ตลอดจนช่วยคุณพ่อเจ้าอาวาสและซิสเตอร์สอนคำสอน  ครูสีฟองเป็นคนดี  ศรัทธา สุภาพอ่อนหวาน  มีเมตตาต่อทุกคน  ท่านเป็นคนตรงไปตรงมา ทำงานด้วยความทุ่มเท ท่านได้รับความเคารพนับถือมาก จนชาวบ้านเรียกท่านว่า พ่อครู”    ท่านถูกห้ามไม่ให้สอนคำสอนและให้ละทิ้งศาสนาคาทอลิก  แต่ครูสีฟองไม่ยอมละทิ้งและยังคงสอนคำสอนต่อไป  ท่านจึงถูกฆ่าเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม  พ.ศ. 2483 (ค.ศ. 1940)
            และในบ่ายสามโมงของวันที่  26  ธันวาคม  ซิสเตอร์อักแนสพิลา ทิพย์สุข, ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง สีคำพอง, คุณแม่อากาทา  พุดทา  ว่องไว, นางสาวเซซีลีอา  บุดสี  ว่องไว, นางสาวบีบีอานา คำไพ  ว่องไว และเด็กหญิงมารีอา พร ว่องไว ได้ถูกยิง พลีชีวิตเพื่อพระคริสตเจ้า    พวกเขาพร้อมที่จะให้ชีวิตนั้นคืนกับพระองค์ ไม่มีอะไรแยกพวกเขาจากพระเป็นเจ้าได้
สร้อย          ข้าพเจ้าพร้อมแล้วพระเจ้าข้า ข้าพเจ้ายินดีทำตามน้ำพระทัย
เพลงสดุดีที่  119:105-112 คำสรรเสริญธรรมบัญญัติของพระเจ้า
(เชิญภาวนาสลับกัน)
1)   พระวจนะ นั้นเป็น เช่นโคมส่อง                     คอยชี้ช่อง นำทางข้าฯ พาสมหวัง
      เป็นสว่าง แสงจ้า มาประดัง                                        ส่องระวัง ทางเดิน ดำเนินตรง
2) ข้าพระองค์ จะรักษา สัญญาไว้                       อย่างจริงใจ แน่จิต ไม่ผิดหลง
      จะทำตาม คำสอนนั้น ให้มั่นคง                     แท้เที่ยงตรง ชอบธรรม ล้ำวจี
1)   โอ้พระเจ้า ความทุกข์ยาก ลำบากนัก ทับถมหนัก ยุ่งยาก มากเต็มที่
      รักษาข้าฯ  ให้ยืนยง คงชีวี                                อยู่ดังที่ พระสัญญา ว่าไว้ครัน

2) ขอรับคำ ขอบพระคุณ การุณย์ข้าฯ พระบัญชา ทรงสอนซ้ำ ข้าฯจำมั่น
      ข้าฯ พร้อมจะ เสี่ยงชีวิต จิตใจพลัน   ไม่ลืมมั่น บทบัญญัติ เป็นอัตรา
1)   คนชั่วช้า วางกับ ดักจับมั่น                                  คอยกักกัน มั่นหมาย ทำลายข้าฯ
      แต่ข้าฯ ยัง เชื่อพระองค์ ทรงบัญชา     เป็นนิจมา เทิดองค์ พระทรงชัย
2) ข้าพระองค์ มีกฎ บทบัญญัติ                                 เป็นสมบัติ ถาวร ดุจพรให้
      ทำให้ข้าฯ ชื่นชม สมหทัย                                   ตกลงใจ ตามกฎมั่น ตราบวันตาย
สร้อย   ข้าพเจ้าพร้อมแล้วพระเจ้าข้า   ข้าพเจ้ายินดีทำตามน้ำพระทัย
บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลถึงชาวโครินธ์ ฉบับที่ 1 (1คร 1:10, 17-18, 26-31)
พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าใคร่ขอร้องท่านในพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ให้ท่านปรองดองกัน อย่าแตกแยก แต่จงมีจิตใจและความเห็นตรงกัน
พระคริสตเจ้ามิได้ทรงส่งข้าพเจ้ามาทำพิธีล้างบาป แต่ทรงส่งมาประกาศข่าวดี มิใช่ด้วยการใช้โวหารอันชาญฉลาด ด้วยเกรงว่าจะทำให้ไม้กางเขนของพระคริสตเจ้าเสื่อมประสิทธิภาพ ผู้ที่จะพินาศนั้นเห็นว่าคำสอนเรื่องไม้กางเขนเป็นความโง่เขลา แต่พวกเราที่กำลังจะรอดพ้นเห็นว่าเป็นพระอานุภาพของพระเจ้า
พี่น้องทั้งหลาย จงพิจารณาดูเถิด เมื่อพระเจ้าทรงเรียกท่านนั้น มีน้อยคนที่ฉลาดตามมาตรฐานของมนุษย์ น้อยคนที่มีอิทธิพล น้อยคนที่มีตระกูลสูง แต่พระเจ้าทรงเลือกสรรคนโง่เขลาในสายตาของโลก เพื่อทำให้คนฉลาดต้องอับอาย พระเจ้าทรงเลือกสรรคนที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้    ผู้แข็งแรงต้องอับอาย และพระเจ้าทรงเลือกสรรสิ่งต่ำช้าน่าดูหมิ่นไร้คุณค่าในสายตาของชาวโลก เพื่อทำลายสิ่งที่โลกเห็นว่าสำคัญ ทั้งนี้ เพื่อมิให้มนุษย์โอ้อวดเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าได้ เดชะพระองค์  ท่านจึงมีความเป็นอยู่ในพระคริสตเยซู ผู้ที่พระเจ้าทรงตั้งให้เป็นปรีชาญาณสำหรับเรา    ทั้งยังทรงเป็นผู้บันดาลความชอบธรรม ความศักดิ์สิทธิ์และการไถ่กู้อีกด้วย เพื่อให้เป็นไปตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ผู้ใดจะโอ้อวด ก็ให้ผู้นั้นโอ้อวดในองค์พระผู้เป็นเจ้าเถิด (นี่คือพระวาจาของพระเจ้า)
ประธาน                   เทศน์

ทุกคน            บทอธิษฐานภาวนา

            ข้าแต่พระเป็นเจ้าผู้ทรงพระทัยเมตตายิ่ง     โปรดสดับฟังคำภาวนาของพวกลูกทั้งหลายที่กำลังกราบวิงวอนพระองค์  โปรดให้คำอธิษฐานของพวกลูกเป็นที่สบพระทัยโดยการเสนอของบุญราศีผู้เป็นมรณสักขีทั้งเจ็ดแห่งประเทศไทย ผู้ได้พลีชีวิตเพื่อยืนยันความเชื่อในพระองค์ ขอโปรดให้คำเสนอวิงวอนของท่านเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของพระองค์ด้วยเถิด
            พวกลูกทั้งหลายน้อมรับด้วยใจจริงว่า เป็นผู้อ่อนแอ    เต็มไปด้วยบาปอกุศลและความบกพร่องนานัปการ  แต่พวกลูกยังไว้ใจว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากพี่น้องบุญราศีผู้เป็นมรณสักขีทั้งเจ็ด  ที่พระองค์ได้โปรดเชิดชูให้เห็นเด่นชัดว่าอานุภาพของพระองค์สามารถทำให้ผู้อ่อนแอและต่ำต้อยกลับกลายเป็นผู้มีกำลังเข้มแข็งนับเนื่องอยู่ในบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์
            ข้าแต่ท่านบุญราศีผู้เป็นมรณสักขีแห่งประเทศไทย โปรดช่วยเหลือเกื้อหนุนชาวเราทั้งหลายโดยคำเสนอวิงวอนของท่าน โปรดอย่าทอดทิ้งชาวเราผู้กำลังอ้อนวอนท่านในขณะนี้  ชาวเราทราบดีว่าท่านทั้งเจ็ดได้ให้แบบฉบับอย่างล้ำเลิศในการเจริญชีวิตประจำวันตามความเชื่ออย่างแท้จริง เพื่อบรรลุความศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์ตามจิตตารมณ์ของพระวรสาร
            ขอโปรดให้ชาวเรามีความเชื่อเข้มแข็งเยี่ยงท่าน  มีความรักซื่อสัตย์อย่างแท้จริงต่อพระศาสนจักรมารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์  ขอให้ชาวเราตัดสินใจเด็ดเดี่ยว ที่จะเจริญชีวิตอยู่หรือตายไป เพื่อพระเกียรติพระนามยิ่งใหญ่ของพระเป็นเจ้า อย่างไรก็ดี เมื่อมาสำนึกว่าชาวเราเองยังอ่อนแอน่าสังเวชยิ่ง จึงขอโปรดเสนอวิงวอนแทนชาวเรา เพื่อจะได้รับพระเมตตาจากน้ำพระทัยดีของพระเป็นเจ้า(ให้เราวอนขอความต้องการส่วนตัว  อาศัยการเสนอของบุญราศี.)

ประธานอวยพร

เพลง   โอ้บุญราศี

(รับ)โอ้บุญราศีเจ็ดท่านนี้มีเมตตา โปรดทรงนำมรรคาพาลูกไปในความ              ดีโอ้บุญราศีเป็นสักขีความศรัทธา           โปรดทรงนำวิญญาณ์พาลูกไปในสวรรค์
1.       ข้าขอวอนพระองค์                        โปรดได้ทรงดำรงรักจริง
          โปรดทรงอย่าประวิง                      ลูกพึ่งพิงในพระองค์  (รับ)
2.       ข้าขอวอนพระองค์                        ช่วยค้ำจุนครูคำสอนทุกนาม
          สู้ทนพยายาม                               เพื่อแพร่ธรรมนามพระองค์  (รับ)
3.       ข้าขอวอนพระองค์                        อย่าทอดทิ้งเหล่านักบวชหญิงชาย
          ดำเนินชีพละม้าย                          คล้ายพระคริสต์ผู้พลีชน  (รับ)
4.       ข้าขอวอนพระองค์                        โปรดช่วยดลเยาวชนหญิงชาย
          อย่าเพลินอย่างมงาย                     ทางอบายในโลกา  (รับ)

ประวัติบุญราศีแห่งสองคอน




บุญราศี ซิสเตอร์อักแนส พิลา ทิพย์สุข
มรณสักขี
ค.ศ. 1909-1940
(16 ธันวาคม)
เกิดเมื่อปี ค.. 1909/.. 2452 ที่บ้านนาฮี บิดาชื่อโยกิม สอน มารดาชื่ออันนา จูม เมื่อเยาว์วัยบิดามารดาได้ย้ายภูมิลำเนาหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายย้ายมาอยู่ที่บ้านเวียงคุก จังหวัดหนองคาย เมื่อพิลา (สุภีร์) อายุประมาณ 6 ขวบ ครอบครัวนายสอนได้กลับใจมานับถือศาสนาคาทอลิกทุกคนในเวลาต่อมา
            เมื่ออายุได้ 15 ปี ได้สมัครใจเข้าเป็นซิสเตอร์ฝึกหัดคณะรักกางเขนที่อารามเชียงหวาง ประเทศลาว ได้ถวายตัวเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค..1932/พ.. 2475 เป็นต้นมา
            แม้ท่านจะเป็นคาทอลิกใหม่ แต่ท่านเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นคงศรัทธา ขยันขันแข็งในหน้าที่การงาน  นอกจากช่วยงานวัด สอนหนังสือและสอนคำสอนแล้ว ท่านยังช่วยทำไร่ทำนาด้วย และท่านถูกสังหารชีวิตในวันที่ 26 ธันวาคม 1940 ขณะนั้นอายุ 31 ปี และได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1989/พ.ศ. 2532


บุญราศี ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง
มรณสักขีค.ศ. 1917-1940(16 ธันวาคม)

เกิดเมื่อวันที่ 22 มกราคม ค.. 1917/.. 2460 ที่บ้านเวียงคุก จังหวัดหนองคาย บิดาชื่อยากอบ คำ มารดาชื่อมักดาเลนา สี ถวายตัวเป็นซิสเตอร์ที่อารามเชียงหวาง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ค.. 1937/.. 2480 และมาปฏิบัติหน้าที่ที่สองคอนเมื่อปี ค.. 1938
            ซิสเตอร์ลูซีอา คำบาง เป็นผู้ที่มีนิสัยเรียบร้อย สงบเสงี่ยม เยือกเย็น น่ารัก พูดน้อย มีความมั่นคงเลื่อมใสศรัทธาในศาสนา ถือระเบียบวินัยเคร่งครัด มีความเข้มแข็ง และกล้าหาญ และถูกสังหารชีวิตในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1940 ขณะนั้นอายุ 23 ปีและได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1989/พ.ศ. 2532




บุญราศี อากาทา พุดทา ว่องไว
มรณสักขี
ค.ศ. 1881-1940
(16 ธันวาคม)
            ประวัติน้อยมาก นัยว่าเกิดเมื่อปี ค.. 1881/.. 2424 ที่บ้านแก้วโพธิ์ ไม่ทราบชื่อบิดามารดา ได้กลับใจมานับถือศาสนาคาทอลิกเมื่ออายุมากแล้ว ไม่เคยแต่งงาน เคยทำหน้าที่เป็นแม่ครัวตามวัดต่างๆ มาแล้วหลายวัด ครั้งสุดท้ายจึงมาทำหน้าที่เป็นแม่ครัวที่วัดสองคอน เป็นผู้สูงอายุที่ชาวสองคอนให้ความรักนับถือ เรียกว่า "แม่" และถูกสังหารชีวิตในวันที่ 26 ธันวาคม ค.ศ. 1940  ขณะนั้นมีอายุประมาณ 59 ปี และได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1989/พ.ศ. 2532


บุญราศี เซซีลีอา บุดสี ว่องไว
มรณสักขี
ค.ศ. 1924-1940
(16 ธันวาคม)
            เกิดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.. 1924/.. 2467 ที่บ้านสองคอน บิดาชื่อนายศรีนวล มารดาชื่อนางเทพ มีพี่น้องรวม 8 คน เป็นคาทอลิกแต่แรกเกิด นางสาวบุดสีเป็นผู้มีความศรัทธา มีความรักและเชื่อในองค์พระเจ้ามั่นคงแน่นแฟ้น มีความกล้าหาญ จริงจัง และเด็ดเดี่ยว มีความสนิทสนมและใกล้ชิดกับซิสเตอร์ทั้งสอง และมาพักอาศัยอยู่กับซิสเตอร์เป็นประจำ เธอถูกสังหารเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1940 ขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น และเธอได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1989/พ.ศ. 2532


บุญราศี บีบีอานา คำไพ ว่องไว
มรณสักขี
ค.ศ. 1925-1940
(16 ธันวาคม)
            เกิดเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.. 1925 / .. 2468 ที่บ้านสองคอน เป็นบุตรคนสุดท้ายของนายโลน และนางดี เป็นครอบครัวคาทอลิกที่มีความศรัทธา นางสาวคำไพเคยมาพักอยู่กับซิสเตอร์เพื่อแก้บน เมื่อครบกำหนดแล้วจึงกลับมาอยู่กับบิดามารดา มีพี่น้องด้วยกัน 8 คน เป็นคนเรียบร้อย สงบเสงี่ยมและกล้าหาญ ถูกสังหารเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 1940 ขณะนั้นมีอายุเพียง 15 ปี และได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1989 / พ.ศ. 2532


บุญราศี มารีอา พร ว่องไว
มรณสักขี
ค.ศ. 1926-1940
(16 ธันวาคม)
            เกิดเมื่อวันที่ 6 มกราคม ค.. 1926/.. 2469 ที่บ้านสองคอน บิดาชื่อนายดั้น มารดาชื่อนางผา เป็นคาทอลิกแต่กำเนิด บิดาของเด็กหญิงพรได้ทิ้งครอบครัวไปตั้งแต่เด็กหญิงพรยังเล็กอยู่ และมารดาไม่แต่งงานใหม่ เด็กหญิงพรจึงอาศัยอยู่กับยายและน้าสาว เด็กหญิงพรมีนิสัยไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด ปกติจะออกไปทำไร่ทำนา เลี้ยงวัวควายตลอดวัน นานๆ จึงจะไปหาซิสเตอร์สักครั้ง  เป็นคนซื่อ มักถูกเพื่อนล้อเลียนอยู่เสมอ  เมื่อซิสเตอร์อักแนสพิลาจัดทำฉลาก เด็กหญิงพรได้ไปกับนางเผือกน้าสาว จับฉลากได้คำว่า "ถวายตัวเป็นมาร์ตีร์" ซึ่งเธอก็ได้ถวายตัวจริงๆ ตามฉลากที่จับได้ เธอถูกสังหารเมื่อในวันที่ 26 ธันวาคม 1940 ขณะนั้นมีอายุได้ 14 ปี และได้รับการแต่งตั้งเป็นบุญราศีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1989/พ.ศ. 2532



บุญราศีครูฟิลิป สีฟอง อ่อนพิทักษ์
ครูคำสอนและมรณสักขี
ค.ศ. 1907-1940
(16 ธันวาคม)
            ครูฟิลิป สีฟอง อ่อนพิทักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.. 1907/.. 2450 เกิดที่วัดนักบุญอันนา (หนองแสง) อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม บิดาชื่อนายอินตอง เป็นครูโรงเรียนวัดหนองแสง มารดาชื่อนางเพ็ง มาจากซำเหนือ ประเทศลาว ครูสีฟอง ได้รับการศึกษาขั้นต้นที่โรงเรียนหนองแสง เมื่อจบได้เข้าศึกษาต่อที่บ้านเณรเล็กที่บางนกแขวก ราชบุรี ขณะนั้นอายุได้ประมาณ 12-13 ปี เป็นเณรอยู่ประมาณ 3-4 ปี ก็ล้มเจ็บลง ต้องมารับการรักษาที่กรุงเทพฯ (เข้าใจว่ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์) ขณะรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ครูคนหนึ่งมาเยี่ยม เห็นเณรสีฟองเหงาจึงชวนไปชมภาพยนตร์ ซิสเตอร์ที่โรงพยาบาลตรวจพบว่าเณรสีฟองหนีออกไปชมภาพยนตร์ จึงได้รายงานคุณพ่อโชแรง  ซึ่งเป็นเหรัญญิกของมิสซังกรุงเทพฯ ไปถึงคุณพ่ออธิการบ้านเณร คือคุณพ่อการ์ตอง      เณรสีฟองจึงถูกสั่งให้พ้นสภาพเณรและถูกส่งตัวกลับบ้าน
            เมื่อกลับมาอยู่ที่วัดหนองแสง นครพนม สีฟองได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนปิยะมหาราชาลัย โรงเรียนประจำจังหวัดนครพนม จนจบชั้นมัธยม 1 ทางมิสซังขาดครู จึงได้ขอให้สีฟองมาเป็นครูของมิสซัง สีฟองจึงลาออกจากโรงเรียนมาเป็นครู       ทางมิสซังขอให้มาสอนที่โรงเรียนวัดสองคอน ครูสีฟองจึงได้ออกเดินทางโดยเรือ ซึ่งสะดวกที่สุดในสมัยนั้น ล่องลงตามลุ่มแม่น้ำโขงมาสอนประจำอยู่ที่วัดสองคอน ตั้งแต่บัดนั้นประมาณปี ค.. 1926 ครูสีฟองแต่งงานกับมารีอาทอง ชาวบ้านเชียงยืน เมื่อปี ค.. 1931/.. 2474 มีบุตรธิดารวม 5 คนถูกสังหารเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1940 ขณะนั้นอายุ 33 ปี  ครูสีฟองได้แสดงความเชื่อมั่นคงในพระศาสนจักรคาทอลิกอย่างกล้าหาญ เป็นแบบอย่างและเป็นผู้นำผู้อื่นให้มั่นคงในความเชื่อ อันเป็นสาเหตุให้ท่านจบชีวิตด้วยความโหดร้าย นับเป็นวีรกรรมสูงส่งที่ควรยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างยิ่ง สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงแต่งตั้งเป็นบุญราศีแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1989/พ.ศ. 2532


บทภาวนาของครูคำสอน

ข้าแต่พระบิดาเจ้าสวรรค์ ลูกขอขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงเรียกลูกให้มาร่วมพันธกิจของพระองค์ในฐานะครูคำสอนผู้ประกาศข่าวดีของพระองค์   โปรดให้ลูกเป็นครูคำสอนที่เข้มแข็ง เปี่ยมด้วยความเชื่อและความศรัทธา อาศัยพระจิตเจ้าและคำสอนของพระศาสนจักร  ให้รักและเอาใจใส่ผู้เรียนเสมอ มีความกระตือรือร้นในการสอน และให้ลูกสำนึกทุกครั้งที่สอนคำสอนว่าเป็นโอกาสแบ่งปันความรักที่ล้ำค่าของพระองค์ ทั้งนี้ ขอพึ่งพระบารมีพระเยซูคริสตเจ้า    พระบุตรผู้ทรงจำเริญและครองราชย์ เป็นพระเจ้าหนึ่งเดียวกับพระองค์ และพระจิตตลอดนิรันดร อาแมน
ข้าแต่บุญราศีฟิลิป สีฟอง ช่วยวิงวอนเทอญ
จัดพิมพ์โดย
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกคริสตศาสนธรรม
สภาพระสังฆราชฯ
วันที่ 2 ธันวาคม 2009

ใครว่าครูคำสอนไม่สำคัญ ?
โดย...ทัศนีย์ มธุรสสุวรรณ *

หาก ครู เป็นบุคคลที่สำคัญรองจากพ่อแม่ในการอบรมสั่งสอนลูกหลานเยาวชน  “ครูคำสอน ก็เป็นบุคคลสำคัญรองจากพระสงฆ์ และนักบวชในการสอนคำสอนแก่เด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่คาทอลิก และผู้สนใจศาสนาคริสต์ของเรา 
ครูคำสอนทรงคุณค่า ปี ค.ศ. 2004 โอกาสชุมนุมครูคำสอนระดับชาติ ครั้งที่ 3
ในหนังสือประวัติการเผยแพร่คริสตศาสนาในสยามและลาว บาทหลวงโรแบต์ โกสเต เขียน อรสา      ชาวจีน แปลและเรียบเรียง (สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย กรุงเทพๆจัดพิมพ์ พ.ศ.2549/2006 ,725 หน้า) ได้กล่าวถึงครูคำสอนหลายตอน เช่น"ในสมัยกรุงศรีอยุธยา    ครูสอนหนังสือและครูคำสอนมักเป็นคนเดียวกัน...    ครูคำสอนในฐานะเป็นผู้ร่วมงานของศาสนบริกรแห่งพระวาจา มีความสำคัญเป็นพิเศษ มีการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือก พร้อมทั้งภาระหน้าที่  ครูคำสอนต้องได้รับการอบรมจากสามเณราลัย  และจะเลือกผู้ที่เหมาะสมบางคนจากคนเหล่านี้เพื่อบวชเป็นพระสงฆ์" (หน้า 97)
            พระสงฆ์ธรรมทูตสมัยแรกที่พูดภาษาท้องถิ่นยังไม่ได้ " เมื่อพระสงฆ์ออกไปตามที่ต่างๆ จะมีครูคำสอนหนึ่งหรือหลายคนติดตามไปด้วยเสมอ  บางครั้งจะส่งครูคำสอนไปตามลำพัง ชุมชนคริสตังบางแห่งที่ไม่มีพระสงฆ์ประจำอยู่ จะมีแต่ครูคำสอนเท่านั้นบางครั้งเราไม่ค่อยเห็นความสำคัญ และคุณความดีของครูคำสอน ที่ทำงานประกาศพระวรสาร และอบรมสั่งสอนคริสตัง  ดังนั้น เมื่อเห็นบทบาทของพวกเขาในมิสซัง จึงเห็นว่าจำเป็นต้องอบรมครูคำสอนเหล่านี้อย่างเหมาะสม" (หน้า 434)
            ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) เป็นครูและครูคำสอน 25 ปี ตระหนักดีถึงศักดิ์ศรีของครูคำสอนที่พระเจ้าทรงมอบให้ ข้าพเจ้าประทับใจ บุญราศีสมเด็พระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ที่ตรัสถึงบรรดาครูคำสอน ในสมณสาส์นเตือนใจเรื่องการสอนคำสอนในปัจจุบัน ได้กล่าวถึงความสำคัญของครูคำสอนว่าดังนี้ “ ข้าพเจ้าขอกล่าวขอบคุณบรรดาครูคำสอนตามวัดต่างๆ       ทั้งชายและหญิงจำนวนมากซึ่งทำงานอยู่ทั่วโลกและกำลังอุทิศตนเพื่อให้การอบรม ศาสนธรรมรุ่นต่างๆ  งานของพวกท่านดูว่าเป็นงานต่ำต้อยและไม่มีใครเห็น แต่กระนั้นก็ดี ท่านก็ยังทำด้วยความร้อนรนและความยินดี นี่แหละแบบฉบับที่เด่นมากของฆราวาสแพร่ธรรม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับเด็กและเยาวชนที่ขาดการอบรมด้านศาสนาอย่างเหมาะสมในบ้านของพวกเขาด้วยสาเหตุต่างๆมีคริสตชนจำนวนเท่าใดแล้วที่ได้รับความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคำสอนคาทอลิก การเตรียมตัวรับศีลอภัยบาป ศีลมหาสนิท    ครั้งแรกและศีลกำลังจากครูคำสอน...ข้าพเจ้าร่วมกับการประชุมสมัชชาพระสังฆราชครั้งที่ 4 มิได้ลืมความสำคัญของท่าน ขอให้กำลังใจแก่พวกท่านในการทำงานเพื่อชีวิตของพระศาสนจักรต่อไป” (สมณสาส์นเตือนใจฯ       ข้อ 66)กระแสเรียกของฆราวาสในด้านการสอนคำสอน
มาจากศีลล้างบาปได้รับการเสริมพลังด้วยการรับศีลกำลัง พวกเขาจึงมีส่วนร่วมใน งานศาสนบริการของพระคริสตเจ้าในฐานะสงฆ์ ประกาศกและกษัตริย์   นอกเหนือจากกระแสเรียกทั่วไปให้ทำงานแพร่ธรรมแล้ว   ฆราวาสบางคนได้รับการเรียกเป็นพิเศษให้มาเป็น ครูคำสอน ซึ่งได้รับการเรียกจากพระจิตเจ้ามาสู่พันธกิจของพระศาสนจักรภายใต้การนำของพระสังฆราช และเป็นผู้ประสานงานอย่างพิเศษกับกิจกรรมแพร่ธรรมของพระศาสนจักร(คู่มือแนะแนวการสอนคำสอนในประเทศไทย ข้อ 140) ครูคำสอนจึงเป็นผู้ที่ถูกเรียกมาเพื่อร่วมงาน และติดตามองค์พระเยซูเจ้าเปรียบเสมือนเป็นประกาศก ครูและผู้อบรมสั่งสอน ประกาศข่าวดีของพระองค์ (เทียบ Orientamenti e Itinerari di Formazione dei Catechisti หน้า 37) ดังนั้น  “ครูคำสอนเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง และถูกส่งไปจากพระคริสตเจ้า” เพื่อทำงานในท่ามกลางพระศาสนจักร (เทียบ La Formazione di Catechisti nella Comunita Cristiana Orientamenti Pastorali ข้อที่ 12)  ดังนั้นกระแสเรียกของครูคำสอนจึงมีคุณลักษณะ ดังนี้
1.      ครูคำสอนคือผู้ที่ได้รับการเรียกจากพระศาสนจักร
คริสตชนทุกคนได้รับการเรียกตั้งแต่รับศีลล้างบาป ในการทำหน้าที่แพร่ธรรม การเป็นครูคำสอนเป็นการเรียกอย่างหนึ่งที่พระเป็นเจ้าทรงเรียกด้วยความรัก เป็นพระหรรษทานที่พระเป็นเจ้าประทานให้เรา เพราะฉะนั้นครูคำสอนต้องตอบรับการเรียกของพระเป็นเจ้า และรับใช้พระเป็นเจ้าโดยการดำรงชีวิตเป็นพยานถึงพระคริสตเจ้าพระผู้ช่วยให้รอด ครูคำสอนเป็นผู้สอนและอบรมพี่น้องคริสตชนในความเชื่อโดยการประกาศพระวรสาร (เทียบ Il Rinnovamento della Catechesi ข้อที่ 185)   
2.      ครูคำสอนคือผู้ที่ได้รับการเรียกเพื่อประกาศพระวาจาของพระเป็นเจ้า
ครูคำสอนคือผู้ที่ได้รับการเรียกเพื่อประกาศพระวาจาของพระเป็นเจ้า ครูคำสอนไม่เพียงแต่เป็นผู้ที่ดำรงชีวิตที่สมบูรณ์ในความเชื่อแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นผู้ให้กับผู้อื่น “ ...จงพร้อมเสมอที่จะให้คำอธิบายแก่ทุกคนที่ต้องการรู้เหตุผลแห่งความหวังของท่าน จงอธิบายด้วยความอ่อนโยน และด้วยความเคารพอย่างบริสุทธิ์ใจ...”( เทียบ 1 เปโตร 3: 15-16)
การประกาศพระวาจาของพระเป็นเจ้า ก็เป็นการประกาศแผนการแห่งความรอดตามเรื่องราวใน    พระคัมภีร์ ครูคำสอนต้องถ่ายทอดความเชื่อ คือ ข้อความเชื่อ   พระบัญญัติพระเป็นเจ้า  พิธีกรรม  การภาวนาและเป็นพยานแห่งความเชื่อ ความรัก และเมตตาโดยยกตัวอย่างจากนักบุญทั้งหลาย ซึ่งท่านเหล่านั้นได้ดำรงชีวิตเป็นแบบอย่างที่ดีแห่งความเชื่อ  และครูคำสอนเป็นผู้ที่สอนการตีความหมายตามพระคัมภีร์ ซึ่งพระเป็นเจ้าทรงเปิดเผยแก่มนุษย์ เพราะฉะนั้นครูคำสอนเปรียบเสมือนเป็นผู้สอนและผู้อบรมให้กับผู้รับฟังพระวาจาของพระเจ้า  (เทียบ Formazione Catechista in Italia negli Anni Ottanto หน้า 40,50)

3. ครูคำสอนคือผู้ที่รับใช้และปฏิบัติตามพระวาจาของพระเป็นเจ้า  พระศาสนจักรสอนให้เขากล่าว        พระวาจาแห่งการช่วยให้รอด ถ่ายทอดคำสอนที่ได้รับ ฝากมอบอำนาจที่ได้รับและใช้เขาไปเทศน์สอนมิใช่เรื่องตัวของเขา หรือความคิดส่วนตัวของเขา (เทียบ 2 คร 4: 5) แต่เทศน์สอนพระวาจาซึ่งเขาเองหรือพระศาสนจักรมิใช่นายสูงสุดหรือเจ้าหน้าที่บ่งการสิ่งใดตามใจชอบ แต่เป็นผู้รับใช้ที่จะถ่ายทอดต่อไปด้วยความซื่อสัตย์ (เทียบ การประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน ข้อ 15)    พระเยซูเจ้าได้ตรัสว่า ผู้ใดฟังท่าน ผู้นั้นฟังเรา (เทียบ ลูกา 10: 16)  และ มนุษย์มิได้ดำรงชีวิตด้วยอาหารเท่านั้น แต่ดำรงชีวิตด้วย พระวาจาทุกคำที่ออกจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า (เทียบ มัทธิว 4:4) อย่างไรก็ดี ในการพบปะแต่ละครั้งในกลุ่มผู้เรียนคำสอนกับครูผู้สอนคำสอน ก็เหมือนกับพระเยซูเจ้าทรงเทศนาในโรงธรรมที่นาซาเร็ธ คือ ครูคำสอนต้องเป็นผู้ประกาศข่าวดีให้กับเด็กๆ และกลุ่มผู้เรียนคำสอน  เพราะฉะนั้นสำหรับครูคำสอนควรจะเป็นผู้ที่เรียนรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพระวจนะของพระเจ้า เพื่อนำพระวาจาของพระเจ้านั้นเผยแพร่กับคริสตชนต่อไป (เทียบ Il Minister del Catechista หน้า 35-35, 39-41,48)
อนึ่ง ในหนังสือคู่มือแนะแนวการสอนคำสอนในประเทศไทย ข้อ 144 ได้กล่าวถึงครูคำสอนว่าเป็น    ศาสนบริกรที่สำคัญของพระศาสนจักรด้วยเช่นกัน   ดังนั้นครูคำสอนจึงควรมีคุณลักษณะ  ดังต่อไปนี้
            ก. ครูคำสอนจะต้องเป็นผู้มีอุดมคติ ที่ว่าการทำให้ชีวิตศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่ดำเนินชีวิตเยี่ยงฆราวาส  แพร่ธรรม” (LG 41) ตามหลักการและที่มาของเอกลักษณ์ครูคำสอนคือพระบุคคลของพระคริสตเจ้าเอง”       (คู่มือครูคำสอน 20)
ข. ตอบรับการเรียกของพระเจ้า ด้วยความเสียสละ และใช้ความสามารถต่างๆ มิใช่เพื่อสอนคำสอนผู้อื่นเท่านั้นแต่เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องในด้านความเชื่อ
ค. ครูคำสอนต้องอุทิศตนเป็นพยานถึงข่าวดีของพระคริสตเจ้า โดยแบ่งปันความเชื่อ ด้วยความเชื่ออย่างมั่นคง ด้วยความรักความยินดี ความกระตือรือร้นและความหวังจุดหมายสูงสุด และหัวใจของการฝึกอบรมการสอนคำสอนอยู่ที่ความพร้อมที่จะเรียนรู้ และความสามารถที่จะสื่อสารสารแห่งพระวรสาร” (GDC 235)            สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อครูคำสอนเชื่อในพระวรสาร และถ่ายทอดออกมาด้วยชีวิต
ง. อุทิศตนเพื่อพระศาสนจักร และรับใช้ชุมชน เพียรพยายามกระทำตนให้เป็นเครื่องมือที่มีคุณภาพของพระเจ้า และเป็นเครื่องหมายถึงการประทับอยู่ของพระจิต
จ. มีความรู้ ทักษะ และความสามารถ แม้ครูคำสอนจะได้รับการเตรียมอย่างดีในศาสนบริการด้าน         คำสอน แต่ถ้าปราศจากการกระทำของพระจิตเจ้า สิ่งเหล่านี้ก็ไร้ความหมาย
  ดังนั้น ครูคำสอนจึงควรแสวงหาความรู้จากพระคัมภีร์ ศึกษาพระคัมภีร์เป็นประจำเพื่อให้เกิดทักษะ เป็นผู้นำการแบ่งปันพระวาจา มีจิตภาวนา และเติบโตในความเชื่อตามวัยในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
อย่างไรก็ดี ในหนังสือคู่มือการสอนคำสอนในประเทศไทย ข้อ 142-143 ยังได้กล่าวถึงครูคำสอนว่าเป็นบุคคลสำคัญในงานสร้างชุมชนคริสตชนกลุ่มย่อย ช่วยงานคำสอนในเขตวัดและสถาบันการศึกษา           ดังนั้น     งานคำสอนและงานอภิบาลจะบังเกิดผลสำเร็จเพียงใด ขึ้นอยู่กับการดำเนินชีวิตที่ดีของครูคำสอนมากกว่าวิธีการและสื่ออุปกรณ์ ฉะนั้น การเป็นครูคำสอน หมายถึง
(1) การตอบรับกระแสเรียกให้เป็น พยานถึงพระวรสาร เป็นผู้ร่วมงานในพระคริสตเจ้า
(2) การตอบรับกระแสเรียกเป็น ธรรมทูตและผู้ประกาศข่าวดี โดยร่วมมือและประสานสัมพันธ์ภายใต้
สายงานและการแนะนำของผู้รับผิดชอบ
(3) การมี ส่วนร่วมรับผิดชอบงานคำสอนผู้ใหญ่ คำสอนเยาวชน คำสอนเด็ก ทั้งในด้านการอบรม    การเป็นพยานชีวิตศีลธรรมที่ดีงาม และมีชีวิตที่สนิทสัมพันธ์กับพระคริสตเจ้าในการภาวนา
(4) ผู้ที่เต็มใจ อุทิศตนเพื่อพระศาสนจักร ด้วยความซื่อสัตย์ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า และรับใช้ชุมชน      ตามจิตตารมณ์พระวรสาร    
และได้จำแนกครูคำสอนตามลักษณะงานคำสอนในบริบทของประเทศไทยได้ 3 ประเภท เพื่อให้การอบรม ช่วยเหลือ สนับสนุนให้ครูคำสอนปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้
1) ครูคำสอนอาชีพ (Professional/ fulltime Catechists) คือผู้ได้รับการอบรม และสำเร็จการศึกษาจากสถาบันที่พระศาสนจักรรับรองและได้รับการแต่งตั้งจากพระสังฆราชหรือพระสงฆ์ เพื่อทำงานด้าน    คำสอนเต็มเวลา
2) ครูคำสอน (Part-time Catechists) คือครู หรือคริสตชนฆราวาสที่ได้รับการอบรมด้านคำสอน ได้รับการแต่งตั้งและได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สอนคำสอนในโรงเรียน หรือวัด
3) ครูคำสอนอาสาสมัคร (Volunteer Catechists) คือคริสตชนฆราวาสที่อาสาสมัครช่วยงานคำสอนหรือสมาชิกองค์กรคาทอลิกต่างๆฆราวาสแพร่ธรรม พลมารี โฟโคลาเร ผู้อ่านพระคัมภีร์ ผู้นำสวดประจำหมู่บ้านในบางสังฆมณฑล ฯลฯ  
   บัณฑิตครูคำสอนรุ่นแรก ปี 2547      สาขาวิชาคริสตศาสนศึกษา จำนวน 25 คน

       อนึ่ง พระศาสนจักรในประเทศไทย ได้ตระหนักถึงการพัฒนาบุคลากรครูฆราวาส และนักบวช ให้มีโอกาสศึกษาด้านศาสนา และเทววิทยามากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน
       ดังนั้น    สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย      โดยมีคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนก คริสตศาสนธรรมจึงร่วมมือกับวิทยาลัยแสงธรรม ดำเนินการเปิดหลักสูตรคริสตศาสนศึกษาโดยทบวงมหาวิทยาลัยอนุมัติให้ดำเนินการเปิดหลักสูตรนี้ได้ตั้งแต่ ปีการศึกษา 2543 โดยเป็นหลักสูตร ปี ผู้ที่จบการศึกษาจะได้รับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิตคณะศาสนศาสตร์  สาขาวิชาคริสตศาสนศึกษา (Bachelor of Arts: Christian Studies)
 และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  มีมติให้รับรองมาตรฐานการศึกษาสาขาวิชานี้ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2545 เป็นต้นมา ดังนั้นจึงเป็นการพัฒนากระแสเรียกการเป็นครูคำสอนให้มีคุณภาพทั้งในด้านชีวิตจิตครูคำสอน ความรู้ด้านเทววิทยา ด้านคริสตศาสนธรรม ทักษะและวิธีการสอนในบริบทสังคมไทยด้วย  ซึ่งมีบัณฑิต            ครูคำสอน จบการศึกษาไปแล้ว 8 รุ่น จำนวน 110 คน  ซึ่งได้รับใช้พระศาสนจักรท้องถิ่นและส่วนรวมในฐานะฆราวาส นักบวช  จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราต้องช่วยกันเสริมสร้างกระแสเรียกการเป็นครูคำสอนให้มีคุณภาพและจำนวนมากขึ้น เพื่อรับใช้พระศาสนจักรในประเทศไทยต่อไป  ปัจจุบันมีนักศึกษา ชั้นปี 1-4  จำนวน 93 คน
          ในบทความนี้ ข้าพเจ้าได้สัมภาษณ์ครูคำสอนจำนวน 5 ท่าน เกี่ยวกับ เส้นทางกระแสเรียกการเป็น          ครูคำสอน เพื่อแบ่งปันชีวิตกระแสเรียกการเป็นครูคำสอนของพวกเขา ในโอกาสนี้ด้วย   

1. อันนา ทิพย์วัลย์  กิจสกุล  อายุ  70 ปี  สอนคำสอน  51 ปี                 

              ปัจจุบัน      เป็นครูคำสอนอาสาสมัคร อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ                                                  
            สอนคำสอนผู้ใหญ่ที่วัดพระมารดานิจจานุเคราะห์ คลองจั่น (ตั้งแต่ปี 2543 ปัจจุบัน)                           
สอนวิธีการสอนคำสอนอนุบาล    ที่ศูนย์คำสอนแม่ริม สังฆมณฑลเชียงใหม่  
สอนคำสอนกลุ่มชาติพันธุ์ (ผู้ใหญ่และเยาวชน) วัดนักบุญสเตเฟน สังฆมณฑล  
เชียงใหม่
ร่วมเป็นกลุ่มแพร่ธรรมเคลื่อนที่ออกเยี่ยมตามบ้านของสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี
เส้นทางกระแสเรียกการเป็นครูคำสอน เกิดจากการเห็นแบบอย่างและประทับใจการปฏิบัติตนของบรรดามิชชันนารีที่เสียสละ อุทิศตนในการสอนคำสอน และช่วยเหลือในยามเดือดร้อน เช่น  พระสังฆราชวังกาแวร์ พระสังฆราชลังเยร์ และ คุณพ่อกูตัง จึงทำให้ตระหนักถึงความรักที่พระทรงมีต่อเรามากมายผ่านทางมิชชั่นนารีเหล่านี้ จึงพร้อมที่จะประกาศความรักของพระให้โลกรู้ และมีความสุขทุกครั้งที่ได้แบ่งปันความรักของพระให้กับผู้อื่น 

2. มาการีตา   กมลา  สุริยพงศ์ประไพ   อายุ   46  ปี  สอนคำสอน    19  ปี   
ปัจจุบัน  เป็นครูสอนคำสอนเต็มเวลาที่วัดและโรงเรียนนักบุญเปโตร 
ตำแหน่ง  ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจิตตาภิบาล โรงเรียนนักบุญเปโตร  อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
เส้นทางกระแสเรียกการเป็นครูคำสอน 
ก่อนอื่นใด ขอขอบพระคุณพระเจ้า  ที่พระองค์ได้ทรงเลือกข้าพเจ้าให้เป็นครูคำสอน  จากครูคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความรู้มากมาย ไม่ได้มีโอกาสได้สอนคำสอน เนื่องจากมีหน้าที่อื่นในโรงเรียนที่ต้องรับผิดชอบ     แต่มีโอกาสได้ช่วยกลุ่มกิจกรรมพลศีล ที่ได้มาเริ่มก่อตั้งเป็นครั้งแรกที่โรงเรียน  กระแสเรียกการเป็นครูคำสอนจึงได้เริ่มต้นอย่างชัดเจน เมื่อมีโอกาสไปศึกษาต่อด้านคำสอนที่กรุงโรม จึงสัมผัสได้ว่าพระทรงเตรียมตัวข้าพเจ้าในหลายๆ ด้านสำหรับงานของพระองค์  เมื่อจบการศึกษาแล้ว ก็ได้ทำหน้าที่ครูคำสอนเต็มเวลา ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากคุณพ่อเจ้าวัดทุกองค์  มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ที่ช่วยกันทำงานในด้านการสอนคำสอนและงานอภิบาลทั้งที่วัดและโรงเรียน  ทำงานกันแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  สิ่งที่ภูมิใจและดีใจก็คือ ได้มีโอกาสทำงานอภิบาลพี่น้อง   คริสตชนในวัดและหมู่บ้านของตนเอง โดยแฉพาะกับบรรดาเด็ก ๆ และเยาวชน ในเรื่องจิตวิญญาณ   เมื่อเราอุทิศตนอย่างเต็มกำลังของเรา เพื่องานของพระองค์แล้ว   พระพรของพระจะเต็มที่สำหรับชีวิตของเราเช่นกัน ชีวิตที่มีความสุข  มีพระพรสู่สมาชิกในครอบครัว   บางครั้งมีปัญหาบ้างแต่ก็มีความมั่นใจอยู่เสมอว่าพระจะทรงดูแลเรา พระเจ้าทรงบันดาลให้ทุกสิ่งกลับเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่รักพระองค์  (รม 8:28)  และก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ 













3.เปโตร ทรงพล ศรีวิโรจน์  อายุ 53 ปี  สอนคำสอน  14  ปี 
ปัจจุบัน  เป็นครูคำสอน โรงเรียนเซนต์โยเซฟเพชรบุรี  สังฆมณฑลราชบุรี
เส้นทางกระแสเรียกการเป็นครูคำสอน
 เริ่มจากการเรียนคำสอน และมีความรักพระตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ ดังนั้นความรักจึงเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า   คือ การสวดภาวนา ร่วมพิธีบูชาขอบพระคุณ อ่านหนังสือศรัทธา  และหนังสือที่ดีที่สุดในชีวิตของผมก็คือพระคัมภีร์      ในชีวิตการเป็นครูคำสอนยังคงมีปัญหาและอุปสรรค ดังนั้นจึงต้องมีความอดทนด้วย และการเป็นแบบอย่างที่ดี (ด้วยความคิด คำพูดและการกระทำ) ความเสียสละ  (ทุกเวลาเช้า เที่ยง เย็น ในวันที่มีเวลาผมต้องหาช่องทางสอนคำสอน เหนื่อยแต่มีความสุข) สิ่งเหล่านี้ช่วยหล่อหลอมทำให้ผมทำหน้าที่ในการเป็นครูคำสอนที่ดี ผมยังคงก้าวเดินต่อไปไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  ขอฝากไว้กับ องค์พระผู้เป็นเจ้า พระบิดาผู้ใจดี  ขอขอบพระคุณพระเจ้า 


 
 






4.ฟิลิป (อัครสาวก) ถาวร กัมพลกูล  อายุ 48 ปี  ทำงานด้านคำสอน  25 ปี   สังฆมณฑลเชียงใหม่
ปัจจุบัน - เป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานแพร่ธรรมสังฆมณฑลเชียงใหม่  ปี พ.ศ. 2539 – ปัจจุบัน 
               ( ฝึกอบรมด้านคำสอนแก่ครูคำสอน ผู้นำคริสตชนประจำหมู่บ้าน และเยาวชนศูนย์)
             -  สอนภาษาท้องถิ่น (ปกาเกอะญอ) แก่ผู้รับการฝึกอบรมเป็นครูคำสอน  ศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่ (แม่ริม)
             -  ปี พ.ศ. 2530-2533 เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่  
             -  ปี พ.ศ. 2534-2538 เป็นผู้ประสานงานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์สภาพระสังฆราชแห่งประเทศไทย 
             -  ปี พ.ศ. 2539 –2550 เป็นครูผู้สอนพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมที่ศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่ (แม่ริม)  
เส้นทางกระแสเรียกการเป็นครูคำสอน    ผมเชื่อว่ากระแสเรียกมาจากพระประสงค์ของ พระผู้เป็นเจ้า โดยผ่านทางบุคลลต่าง ๆ อันดับแรกคือบิดามารดาที่อนุญาตให้ผมออกจากหมู่บ้านไปศึกษาที่ศูนย์แม่ปอน ซึ่งมีอายุเพียง 8 ปี  บุคคลต่อมาคือคุณพ่อโยเซฟ เซกีน็อต และคุณพ่อยอห์นบัปติสต์ โบนาต์ ที่คัดเลือกผมไปศึกษาต่อที่เชียงใหม่  และ คุณพ่อนิพจน์ เทียนวิหาร ที่แนะนำให้ไปเรียนต่อที่ศูนย์ฝึกอบรม   ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ (ศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่) และจากการศึกษาอบรมเรื่องศาสนา วัฒนธรรม และสังคม มาตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่  ทำให้ผมเห็นว่า สังคมชนเผ่า สังคมชนบท ยังถูกเอารัดเอาเปรียบ     ถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร ถูกดูถูกเหยียดหยาม ไร้การศึกษา ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ ในฐานะที่ผมได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือและพระธรรมคำสอนมากกว่าคนอื่นๆ  ดังนั้นผมจึงเลือกที่จะเป็นครูคำสอนเพื่อการทำงานประกาศข่าวดี หรือ การสอนคำสอน ช่วยเหลือเพื่อนพี่น้องให้อยู่ระดับที่เหมาะสมกับการเป็นบุตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง 


 







5.มารีอา  กฤติยา อุตสาหะ   อายุ 29 ปี   สังฆมณฑลราชบุรี
ปัจจุบัน   เจ้าหน้าที่ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลราชบุรี (ตั้งแต่ ปี 2547-ปัจจุบัน)
                และกำลังศึกษาต่อด้านงานอภิบาลและงานคำสอนธรรมทูต
                คณะการแพร่ธรรม มหาวิทยาลัยอูร์บาเนียนา กรุงโรม ประเทศอิตาลี 
เส้นทางกระแสเรียกการเป็นครูคำสอน  เริ่มจากพื้นฐานครอบครัวที่แม่พาไปวัดทุกวัน  จึงทำให้มีความผูกพันกับวัดตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ชอบเรียนคำสอนเพราะรู้สึกว่าเป็นวิชาที่เข้าใจง่าย และมีความสุขทุกครั้งที่ได้เรียน     หลังจากจบมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 ก็ได้รับแรงบันดาลใจอยากทำงานคำสอน เพราะคิดว่า ถ้าทำงานด้านนี้ เราก็ได้พูดในสิ่งที่เราเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งอยากทำอยู่ลึกๆในใจ 
ต่อมาในปี 2543 (ค.ศ. 2000) วิทยาลัยแสงธรรมได้เปิดสาขาศึกษาคริสตศาสนศึกษา     จึงได้รับทุนการศึกษาจากสังฆมณฑลราชบุรี ไปศึกษาในสาขาวิชาฯนี้ ในระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นบัณฑิตครูคำสอนรุ่นแรก  ปี พ.ศ. 2547 และเข้าทำงานที่ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลราชบุรี ฝ่ายงานวิชาการและฝ่ายงานยุวธรรมทูต เป็นเวลา 4 ปีหลังจากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่ประเทศอินเดีย ด้านเทววิทยาเบื้องต้น 3 เดือน และไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านคำสอนและการแพร่ธรรมที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ตั้งแต่ปีการศึกษา 2552-2554 และจะกลับมารับใช้พระศาสนจักรในงานคำสอนและการแพร่ธรรม ตามที่ผู้ใหญ่มอบหมายต่อไป
             จากบทสัมภาษณ์ครูคำสอนเหล่านี้ จะเห็นว่าครูคำสอนแต่ละท่าน ได้รับกระแสเรียกในการเป็น          ครูคำสอนที่แตกต่างกันไป  ได้รับแรงบันดาลใจและการสนับสนุนจากครอบครัว บรรดามิชชันนารี พระสังฆราชพระสงฆ์และบุคคลต่างๆ และแต่ละคนก็น้อมรับในการทำหน้าที่ครูคำสอนด้วยใจยินดี  และพร้อมที่จะติดตามพระองค์ตลอดไป แม้ว่าจะมีความยากลำบากบ้าง แต่ก็มีพระเจ้าอยู่เคียงข้างเสมอ ครูคำสอนแต่ละท่านก็พร้อมที่จะทำหน้าที่ในการประกาศพระวาจาของพระองค์ สอนคำสอน แบ่งปันความเชื่อ ความรักของพระเจ้า เอาใจใส่ด้านจิตวิญญาณ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ช่วยเหลือเพื่อนพี่น้อง ฯลฯ ให้กับคริสตชนและผู้สนใจในชุมชน เขตวัด โรงเรียนและในทุกหนทุกแห่ง ทำงานด้วยความเสียสละ  อดทน เป็นแบบอย่างที่ดี และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  และก้าวเดินต่อไปเพื่องานของพระองค์เสมอ 
ข้าพเจ้าขอเป็นกำลังใจให้กับครูคำสอนทุกท่าน ที่ทำหน้าที่ในกระแสเรียกครูคำสอนที่ได้รับด้วยความเสียสละ และขอพระเป็นเจ้าโปรดตอบแทนน้ำใจดีของครูคำสอนทุกท่านเสมอ 
   
ดังนั้น ข้าพเจ้าขอสรุปบทความนี้ด้วย คำขวัญวันครูคำสอนไทย   ซึ่งพระสังฆราชวีระ อาภรณ์








ประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่และประธานคณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม   แผนกคริสตศาสนธรรม สภาพระสังฆราชฯ ได้กล่าวไว้ในสารคำสอน ปีที่ 22 ฉบับที่ 51  วันที่ 16 ธันวาคม 2553  (โอกาสวันครูคำสอนไทย)  ว่า   “ครูคำสอน เป็นบุคลากรสำคัญกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าท่านจะเป็นครูคำสอนเต็มเวลา ครูคำสอน (บางเวลา) ในโรงเรียน ในเขตวัด และครูคำสอนอาสาสมัคร       พี่น้องพระสงฆ์และนักบวช ควรส่งเสริมกระแสเรียก
ครูคำสอนเหมือนอย่างที่ท่านได้รับการส่งเสริม โปรดคัดเลือกเยาวชนให้รับการอบรมเป็นครูคำสอน ในโรงเรียน และในสังฆมณฑลของตน จะได้มีทายาทครูคำสอนปฏิบัติหน้าที่สืบไป ท่านควรจัดการพบปะ ภาวนา ร่วมมิสซา
เยี่ยมเยียน ให้กำลังใจ และฟื้นฟูจิตใจ แก่ครูคำสอนเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาเป็นฆราวาส มีครอบครัว ต้องการความเข้าใจ กำลังใจ การให้เกียรติ และความเอาใจใส่จากพระศาสนจักร เพื่อร่วมงานกับเรา พ่อขอขอบใจที่ท่านเลือกและสมัครใจเป็นครูคำสอน ขอพระเป็นเจ้าโปรดอวยพรให้ท่านกล้าเป็นครูคำสอนแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชนยุคปัจจุบัน  
ในเมื่อครูคำสอนเป็นกระแสเรียกหนึ่ง ที่ถูกเรียกมาเพื่อร่วมงานและติดตามองค์พระเยซูเจ้าเปรียบเสมือนเป็นประกาศก ครูและผู้อบรมสั่งสอน ประกาศข่าวดีของพระองค์ และอุทิศตนเพื่อพระศาสนจักรแล้ว                                      ท่านล่ะ คิดว่าครูคำสอนสำคัญหรือไม่

ประชาสัมพันธ์งานชุมนุมครูคำสอนระดับชาติ ครั้งที่ 4
 ในโอกาสที่ สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกซ์ที่ 16  ทรงประกาศ ปีแห่งความเชื่อ (Year of Faith) ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2012 โอกาสครบ 50 ปี ของการเปิดสภาสังคายนาวาติกันที่ 2 และครบ 20 ปี การพิมพ์หนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก (CCC) ถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2013 สมโภชพระเยซูเจ้ากษัตริย์แห่งสากลจักรวาล) นั้น
คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกคริสตศาสนธรรม มีมติร่วมกันในการ    จัดงานชุมนุมครูคำสอนระดับชาติ ครั้งที่ 4 และเป็น"ปีแห่งความเชื่อในชีวิตครูคำสอนไทย ด้วย  ในวันที่ 17-19 ตุลาคม 2012/ 2555     ณ วิทยาลัยแสงธรรม  จึงขอประชาสัมพันธ์เพื่อกราบเรียนเชิญบรรดาพระสังฆราช พระสงฆ์ ผู้บริหารโรงเรียน             เข้าร่วมงานชุมนุมครูคำสอนฯ และสนับสนุนครูคำสอนเข้าร่วมงานชุมนุมครูคำสอนฯในครั้งนี้ด้วย ขอขอบคุณ!!!
     โดยติดต่อได้ที่ศูนย์คริสตศาสนธรรมของแต่ละสังฆมณฑล หรือ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaicatechesis.com


สถิติครูคำสอนในประเทศไทย
ปี พ.. 2552 / .. 2009

สังฆมณฑล
ครูคำสอนเต็มเวลา
ครูคำสอนบางเวลา
(ในโรงเรียน/วัด)
ครูคำสอนอาสาสมัคร

รวม
ชาย
หญิง
ชาย
หญิง
ชาย
หญิง
กรุงเทพฯ
3
23
93
449
6
16
590
จันทบุรี
6
15
32
69
14
1
137
เชียงใหม่
37
12
170
65
14
6
304
ท่าแร่-หนองแสง
-
5
45
190
-
2
242
นครราชสีมา
-
6
13
42
15
38
114
นครสวรรค์
-
-
30
16
-
-
46
ราชบุรี
14
33
22
128
12
26
235
สุราษฎร์ธานี
3
10
14
24
11
20
82
อุดรธานี
15
13
5
13
6
2
54
อุบลราชธานี
-
-
13
77
18
54
162
รวม
78
117
437
1073
96
165
1966




อ้างอิง
1.       แผนกคริสตศาสนธรรมกรุงเทพฯ, คู่มือแนะแนวทั่วไปสำหรับการสอนคำสอน (General Directory for Catechesis (GDC ),  โรงพิมพ์อัสสัมชัญ กรุงเทพฯ  1997, ข้อ 235
2.       คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม แผนกคริสตศาสนธรรม,  คู่มือแนะแนวการสอนคำสอนในประเทศไทย,โรงพิมพ์อัสสัมชัญ กรุงเทพฯ 2010, ข้อ 140, 142,144
3.       การประกาศพระวรสารในโลกปัจจุบัน (Evangelii Nuntiandi ), 1975,  ข้อ 15
4.       ศูนย์คำสอนอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ,พระสมณสาส์นเตือนใจเรื่องการสอนคำสอนในยุคปัจจุบัน,       โรงพิมพ์อัสสัมชัญ กรุงเทพฯ,1990, ข้อ 66
5.       สำนักงานคำสอนระดับชาติและศูนย์คำสอนอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ, คู่มือครูคำสอน, โรงพิมพ์อัสสัมชัญ กรุงเทพฯ,1994 ข้อ 20
6.       บาทหลวงโรแบต์ โกสเต เขียน, อรสา ชาวจีน แปลและเรียบเรียง, หนังสือประวัติการเผยแพร่คริสตศาสนาในสยามและลาว ,สื่อมวลชนคาทอลิกประเทศไทย กรุงเทพๆจัดพิมพ์  2549 , หน้า 97, 434)
7.       สารคำสอน ปีที่ 22 ฉบับที่ 51  วันที่ 16 ธันวาคม 2553 (โอกาสวันครูคำสอนไทย), หน้า 1
7.  Ufficio Catechistico Nazionale, Orientamenti e Itinerari di Formazione dei Catechisti, EDB,
     Bologna 1991,  หน้า 37)
8.       Conferenza Episcopale Italiana, La Formazione di Catechisti nella Comunita Cristiana  
     Orientamenti Pastorali,  EDB, Bologna 1982, ข้อ 12
9.      Conferenza Episcopale Italiana,  Il Rinnovamento della Catechesi ,  ข้อที่ 185 
10.  Formazione Catechista in Italia negli Anni Ottanto, LDC ,Torino 1982, หน้า 40,50)
11.  Gatti Gaetano, Il Minister del Catechista, EDB, Bologna, 1978 หน้า 35-35, 39-41,48
12.  บทสัมภาษณ์ เส้นทางกระแสเรียกการเป็นครูคำสอน  จำนวน 5 ท่าน คือ
1. อันนา ทิพย์วัลย์  กิจสกุล  ครูคำสอนอาสาสมัคร อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
2. มาร์การีตา กมลา สุริยพงศ์ประไพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายจิตตาภิบาลโรงเรียนนักบุญเปโตร
     อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ                                                        
3. เปโตร ทรงพล  ศรีวิโรจน์  ครูคำสอนโรงเรียนเซนต์โยเซฟเพชรบุรี  สังฆมณฑลราชบุรี
4.  ฟิลิป (อัครสาวก) ถาวร กัมพลกูล   เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานแพร่ธรรม สังฆมณฑลเชียงใหม่ 
5. มารีอา กฤติยา อุตสาหะ เจ้าหน้าที่ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลราชบุรี